
"มหาลัย" สอนให้รักชาติ...
"เหมืองแร่" สอนให้รักชีวิต...
++++++++++++++++++++
เห... นี่ผมเป็นนักเรียนเตรียมเอนท์แน่หรอ !?
ทำไมยังมัวเอาเวลามาดูหนังอยู่ได้เนี่ย... - -"
เอาเหอะนะ ยังไงสมัยนี้คงไม่โดนรีไทร์ง่าย ๆ
เหมือนสมัยคุณปู่อาจินต์อ่ะเนอะ (คนละเรื่องเลย)
ไม่มีไรมากครับ ก็ไปดูมหาลัยเหมืองแร่มา
เมื่อวันอาทิตย์ (ดูมัน กว่าจะเขียนรีวิว -*-)
เป็นหนังในกี่เรื่องก็ไม่รู้ที่คนไทยควรดู !!!
(ในเมื่อหนังสือของคุณปู่อาจินต์ได้เป็น 1 ใน
หนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน งั้นก็ให้
หนังของคุณจิระเป็น 1 ในหนังไทยควรดูละกัน)
ดีมาก ๆ เลยครับ สร้างมาจากเรื่องจริงของ
คุณปู่อาจินต์ ก็คือพระเอกของเรื่องนี่ล่ะครับ
ว่าด้วยชีวิตนักศึกษาในมหาลัยชื่อดังของ
เด็กหนุ่มคนหนึ่งจบลงเมื่อเค้าถูกรีไทร์ในปี 2
พ่อเค้าจึงดัดสันดานด้วยการส่งเค้าไปในที่
อันทุรกันดารและไกลโพ้นโดยไม่มีเงินติดตัว
แม้แต่แดงเดียว เค้าหิ้วท้องไปยัง เหมืองแร่
ด้วยหัวใจที่ประหวั่นพรั่นพรึง แน่นอนว่าเค้า
ไม่รู้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า แต่มันคงหนักหนา
สาหัสพอควร... ผมขอเกริ่นแค่นี้พอนะครับ
อยากให้ทุกคนได้สัมผัสหนังเรื่องนี้จริง ๆ
จากที่พูดไป หลายคนอาจคิดว่าเป็นหนังดราม่า
สะท้อนชีวิตอันแสนลำเค็ญของหนุ่มกรุงเทพ
ที่ต้องไปตกระกำลำบาก ถูกพรากจากความศิวิไลซ์
ในเมืองหลวง ไปสู่ความยากเข็ญยังเหมืองแร่
ที่เต็มไปด้วยโคลน ขี้เลน และฝนที่ตกราวกับ
ห่าลงของเมืองปักษ์ใต้ แต่... ไม่ใช่เลยครับ
หนังเรื่องนี้มีวิถีที่งดงามกว่านั้นมากมาย
ผมรู้สึกเหมือนกับนั่งฟังคุณปู่อาจินต์เล่าเรื่อง
ชีวิตของท่านเมื่อยังหนุ่ม โดยมีภาพประกอบ
ให้ดู หากหนังเป็นสีควันบุหรี่หรือสีชาล่ะก็...
ผมคงเชื่อสนิทใจว่าเสียงของตัวละคร
คือเสียงของคุณปู่อาจินต์เมื่อยังหนุ่ม ^^
เหมือนเป็นการรำลึกอดีตอันเต็มเปี่ยมไปด้วย
ความรู้สึกท่วมท้นที่ไม่สามารถอธิบาย
ออกมาได้หมด การที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้
มันราวกับผมได้รับบทเรียนอันล้ำค่าไปพร้อม ๆ
กับตัวละครด้วย แม้ตอนแรกผมจะรู้สึกราว
กับหลุดมาในสถานกักกันร่วมไปกับตัวละคร
แต่ผมก็โตไปพร้อม ๆ กับตัวละครและ
ความรู้สึกที่สถานดัดสันดานนั้นมันได้กลาย
เป็นสถาบันประเทืองประสบการณ์ชีวิตไปแล้ว
หนังให้อะไรกับผมหลาย ๆ อย่าง และผมก็ได้รับ
หลาย ๆ ความรู้สึก อาจจะเพราะมันเป็นชีวประวัติ
ของผู้มีตัวตนจริง ๆ และผู้เป็น "คนจริง" อย่างคุณปู่
อาจินต์ ทำให้หนังเข้มข้นอย่างไม่จนเกินจริง
และโลดโผนได้เต็มที่อย่างที่คนอย่างผม
ไม่สามารถสัมผัสได้ มันให้รสชาดของความ
เป็นคนอย่างแท้จริงเลยล่ะครับ ถึงแม้ว่า
เหมืองแร่จะเพียงสังคมเล็ก ๆ แต่หัวใจของ
คนที่นี่ไม่เล็กเลย (รวมไปถึงตัวดำ แต่ใจ
ไม่ดำ ^o^) พวกเค้าเหล่านั้นจะรู้มั้ยนะ ?
ว่าการกระทำของพวกเค้าทำให้ผมเรียนรู้
สัจธรรมหลาย ๆ อย่างโดยที่พวกเค้าไม่รู้ตัวเลย
ตัวหนังใช้การเล่าเรื่องโดยเสียงของตัวเอก
ประกอบไปด้วย นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผม
รู้สึกเหมือนกับฟังคุณปู่อาจินต์ตอนหนุ่ม ๆ
เล่าเรื่องชีวิตในเหมืองแร่ให้ฟัง นั่นล่ะครับ
สำนวนการพูดเป็นตัวเอกในการชักนำอารมณ์
ผมเลยล่ะ ถ้าผมคิดไม่ผิด ผมว่าผู้กำกับคง
ไม่ได้ดัดแปลงคำพูดในตัวหนังสือของคุณปู่อาจินต์
เพื่อใช้ในการบรรยายในหนัง คงจะยกคำพูด
ของคุณปู่อาจินต์มาเลย ถ้อยคำบรรยายเป็น
ภาษาวิจิตรครับ แม้มันจะไม่ละเอียดอ่อน
ระรื่นหู แต่มันเป็นประโยคที่สวยงามและ
ทรงพลังอย่างยิ่งยวด เนื้อความสื่อความรู้สึก
ได้อย่างครบถ้วนและแสดงออกในเชิงลึก
เป็นภาษารุ่นคุณปู่ แต่มันเข้ากันได้ดีกับ
เนื้อเรื่องและผมก็ไม่รู้สึกขัดเขินหรือคิดว่าเชย
เลยแม้แต่น้อยเมื่อได้ฟัง เป็นสำนวนที่งดงามซึ่ง
ยากนักที่จะหาใครเหมือน ตอนผมดูหนัง
แรก ๆ ผมคิดอยู่ว่าเคยได้ยินหรือได้อ่านสำนวน
อย่างงี้ที่ไหนกันนะ ? จนถึงตอนนั้นผมก็นึกออก
ตอนที่นายหัวจากปีนังจะมาตรวจงานที่เหมือง
(อยากรู้ต้องไปดู :p) ปีที่แล้ว อ.ภาษาไทย
ยกช่วงนี้มาออกสอบฟังพวกผม ผมนึกชอบ
ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว อยากอ่านเรื่องเต็มจัง
แต่พอสอบเสร็จผมก็ลืมไปซะฉิบ แย่จัง -*-
แล้วผมก็จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมเคยเห็นหนังสือ
เล่มนี้บนชั้นหนังสือของพ่อ สงสัยเวลากลับ
บ้านคงต้องยืมพ่อมาอ่านซะแล้ว... ^o^
ผมออกมาจากโรงหนังด้วยใจอิ่มเอม ประทับใจ
เป็นหนังที่ก่อความรู้สึกดี ๆ แก่ผมอีกเรื่อง
ผมขอยืนยันว่าใครที่ดูหนังโดยที่ยังไม่ได้อ่าน
หนังสือ พอดูหนังจบแล้วคงอยากอ่านหนังสือ
มาก ๆ เป็นแน่ ผมคนนึงล่ะที่อยากสัมผัสและ
พบเจอกับสำนวนอันวิจิตรและรสชาด
ของความเป็นคนของคุณปู่อาจินต์อีกครั้ง...
![]()
เพลงนี้เพราะมาก ๆ เลย
สงสัยผมจะบ้าเพลงสุนทราภรณ์
เพิ่มขึ้นมาอีกแนว ^^' แต่ที่เปิด
ให้ฟังนี้ไม่ใช่เวอร์ชั่นสุนทราภรณ์
นะครับ เป็นเวอร์ชั่นในหนังครับ
เสียงครวญจากดวงใจ : OST. มหา'ลัยเหมืองแร่
เสียงครวญเรียกหา
ตามสายลมพริ้วมาเหมือนดั่งจะพาใจมั่น
คงจะเป็นเสียงของเธอหรือนั่น
เหมือนเช่นคำขวัญ...หยาดมาชโลมใจชื่น
ในคำครวญเหมือนชวนให้เฝ้าใฝ่หา
สวาทซึ้งตรึงเสียวซ่ารักพาสุขล้ำกล้ำกลืน
จิตใจฉันตื่น...มองไปไหนอื่น...สุดพาฉ่ำชื้นชื่นจริง
เสียงครวญเรียกหา
ฟังคล้ายคำสัญญาหวานแก้วแผ่วมาเพลินยิ่ง
พอฟังไปเสียงก็กลายหายนิ่ง
ฉันต้องประวิง...หวั่นใจรักจริงหรือเล่น
เพียงยามเดียวรักเดียวต้องจากกันไป
เปลี่ยนเป็นหมองไหม้ทิ้งรอยให้หวนลำเค็ญ
โอ้...ความรักเช่น... ปรับมาให้เป็น...สิ่งที่ไม่เห็นแน่นอน
เสียงครวญเรียกหา
ยังน้อยคำเกินกว่ารักที่ใฝ่หาออดอ้อน
คงจะมีหวังครั้งใดมาก่อน
ถึงได้เร่าร้อน...กลับจรผันแปรไปสิ้น
เพียงคำคมลิ้นลมที่เอ่ยเชยขวัญ
กลับลืมหรือนั่น...นึกพลันก็หมองอาจินต์
อิ่มเพียงรสกลิ่น...ก็มาทิ้งถิ่น...ที่เคยชื่นชูคู่ใจ
thx : คุณ คนเพชร ณ wayoutmusic
สำหรับเพลงนะครับ !! ^o^


พี่คอย... น้องคอย... ต่างคน ต่างคอย... ?
(แอบ) มิตติ้งบอร์ด lilyholic-th 1 st !! 