2005/May/31



"มหาลัย" สอนให้รักชาติ...

"เหมืองแร่" สอนให้รักชีวิต...


++++++++++++++++++++


เห... นี่ผมเป็นนักเรียนเตรียมเอนท์แน่หรอ !?

ทำไมยังมัวเอาเวลามาดูหนังอยู่ได้เนี่ย... - -"

เอาเหอะนะ ยังไงสมัยนี้คงไม่โดนรีไทร์ง่าย ๆ

เหมือนสมัยคุณปู่อาจินต์อ่ะเนอะ (คนละเรื่องเลย)

ไม่มีไรมากครับ ก็ไปดูมหาลัยเหมืองแร่มา

เมื่อวันอาทิตย์ (ดูมัน กว่าจะเขียนรีวิว -*-)

เป็นหนังในกี่เรื่องก็ไม่รู้ที่คนไทยควรดู !!!

(ในเมื่อหนังสือของคุณปู่อาจินต์ได้เป็น 1 ใน

หนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน งั้นก็ให้

หนังของคุณจิระเป็น 1 ในหนังไทยควรดูละกัน)

ดีมาก ๆ เลยครับ สร้างมาจากเรื่องจริงของ

คุณปู่อาจินต์ ก็คือพระเอกของเรื่องนี่ล่ะครับ

ว่าด้วยชีวิตนักศึกษาในมหาลัยชื่อดังของ

เด็กหนุ่มคนหนึ่งจบลงเมื่อเค้าถูกรีไทร์ในปี 2

พ่อเค้าจึงดัดสันดานด้วยการส่งเค้าไปในที่

อันทุรกันดารและไกลโพ้นโดยไม่มีเงินติดตัว

แม้แต่แดงเดียว เค้าหิ้วท้องไปยัง เหมืองแร่

ด้วยหัวใจที่ประหวั่นพรั่นพรึง แน่นอนว่าเค้า

ไม่รู้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า แต่มันคงหนักหนา

สาหัสพอควร... ผมขอเกริ่นแค่นี้พอนะครับ

อยากให้ทุกคนได้สัมผัสหนังเรื่องนี้จริง ๆ

จากที่พูดไป หลายคนอาจคิดว่าเป็นหนังดราม่า

สะท้อนชีวิตอันแสนลำเค็ญของหนุ่มกรุงเทพ

ที่ต้องไปตกระกำลำบาก ถูกพรากจากความศิวิไลซ์

ในเมืองหลวง ไปสู่ความยากเข็ญยังเหมืองแร่

ที่เต็มไปด้วยโคลน ขี้เลน และฝนที่ตกราวกับ

ห่าลงของเมืองปักษ์ใต้ แต่... ไม่ใช่เลยครับ

หนังเรื่องนี้มีวิถีที่งดงามกว่านั้นมากมาย

ผมรู้สึกเหมือนกับนั่งฟังคุณปู่อาจินต์เล่าเรื่อง

ชีวิตของท่านเมื่อยังหนุ่ม โดยมีภาพประกอบ

ให้ดู หากหนังเป็นสีควันบุหรี่หรือสีชาล่ะก็...

ผมคงเชื่อสนิทใจว่าเสียงของตัวละคร

คือเสียงของคุณปู่อาจินต์เมื่อยังหนุ่ม ^^

เหมือนเป็นการรำลึกอดีตอันเต็มเปี่ยมไปด้วย

ความรู้สึกท่วมท้นที่ไม่สามารถอธิบาย

ออกมาได้หมด การที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้

มันราวกับผมได้รับบทเรียนอันล้ำค่าไปพร้อม ๆ

กับตัวละครด้วย แม้ตอนแรกผมจะรู้สึกราว

กับหลุดมาในสถานกักกันร่วมไปกับตัวละคร

แต่ผมก็โตไปพร้อม ๆ กับตัวละครและ

ความรู้สึกที่สถานดัดสันดานนั้นมันได้กลาย

เป็นสถาบันประเทืองประสบการณ์ชีวิตไปแล้ว

หนังให้อะไรกับผมหลาย ๆ อย่าง และผมก็ได้รับ

หลาย ๆ ความรู้สึก อาจจะเพราะมันเป็นชีวประวัติ

ของผู้มีตัวตนจริง ๆ และผู้เป็น "คนจริง" อย่างคุณปู่

อาจินต์ ทำให้หนังเข้มข้นอย่างไม่จนเกินจริง

และโลดโผนได้เต็มที่อย่างที่คนอย่างผม

ไม่สามารถสัมผัสได้ มันให้รสชาดของความ

เป็นคนอย่างแท้จริงเลยล่ะครับ ถึงแม้ว่า

เหมืองแร่จะเพียงสังคมเล็ก ๆ แต่หัวใจของ

คนที่นี่ไม่เล็กเลย (รวมไปถึงตัวดำ แต่ใจ

ไม่ดำ ^o^) พวกเค้าเหล่านั้นจะรู้มั้ยนะ ?

ว่าการกระทำของพวกเค้าทำให้ผมเรียนรู้

สัจธรรมหลาย ๆ อย่างโดยที่พวกเค้าไม่รู้ตัวเลย

ตัวหนังใช้การเล่าเรื่องโดยเสียงของตัวเอก

ประกอบไปด้วย นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผม

รู้สึกเหมือนกับฟังคุณปู่อาจินต์ตอนหนุ่ม ๆ

เล่าเรื่องชีวิตในเหมืองแร่ให้ฟัง นั่นล่ะครับ

สำนวนการพูดเป็นตัวเอกในการชักนำอารมณ์

ผมเลยล่ะ ถ้าผมคิดไม่ผิด ผมว่าผู้กำกับคง

ไม่ได้ดัดแปลงคำพูดในตัวหนังสือของคุณปู่อาจินต์

เพื่อใช้ในการบรรยายในหนัง คงจะยกคำพูด

ของคุณปู่อาจินต์มาเลย ถ้อยคำบรรยายเป็น

ภาษาวิจิตรครับ แม้มันจะไม่ละเอียดอ่อน

ระรื่นหู แต่มันเป็นประโยคที่สวยงามและ

ทรงพลังอย่างยิ่งยวด เนื้อความสื่อความรู้สึก

ได้อย่างครบถ้วนและแสดงออกในเชิงลึก

เป็นภาษารุ่นคุณปู่ แต่มันเข้ากันได้ดีกับ

เนื้อเรื่องและผมก็ไม่รู้สึกขัดเขินหรือคิดว่าเชย

เลยแม้แต่น้อยเมื่อได้ฟัง เป็นสำนวนที่งดงามซึ่ง

ยากนักที่จะหาใครเหมือน ตอนผมดูหนัง

แรก ๆ ผมคิดอยู่ว่าเคยได้ยินหรือได้อ่านสำนวน

อย่างงี้ที่ไหนกันนะ ? จนถึงตอนนั้นผมก็นึกออก

ตอนที่นายหัวจากปีนังจะมาตรวจงานที่เหมือง

(อยากรู้ต้องไปดู :p) ปีที่แล้ว อ.ภาษาไทย

ยกช่วงนี้มาออกสอบฟังพวกผม ผมนึกชอบ

ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว อยากอ่านเรื่องเต็มจัง

แต่พอสอบเสร็จผมก็ลืมไปซะฉิบ แย่จัง -*-

แล้วผมก็จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมเคยเห็นหนังสือ

เล่มนี้บนชั้นหนังสือของพ่อ สงสัยเวลากลับ

บ้านคงต้องยืมพ่อมาอ่านซะแล้ว... ^o^

ผมออกมาจากโรงหนังด้วยใจอิ่มเอม ประทับใจ

เป็นหนังที่ก่อความรู้สึกดี ๆ แก่ผมอีกเรื่อง

ผมขอยืนยันว่าใครที่ดูหนังโดยที่ยังไม่ได้อ่าน

หนังสือ พอดูหนังจบแล้วคงอยากอ่านหนังสือ

มาก ๆ เป็นแน่ ผมคนนึงล่ะที่อยากสัมผัสและ

พบเจอกับสำนวนอันวิจิตรและรสชาด

ของความเป็นคนของคุณปู่อาจินต์อีกครั้ง...





เพลงนี้เพราะมาก ๆ เลย

สงสัยผมจะบ้าเพลงสุนทราภรณ์

เพิ่มขึ้นมาอีกแนว ^^' แต่ที่เปิด

ให้ฟังนี้ไม่ใช่เวอร์ชั่นสุนทราภรณ์

นะครับ เป็นเวอร์ชั่นในหนังครับ






เสียงครวญจากดวงใจ : OST. มหา'ลัยเหมืองแร่

เสียงครวญเรียกหา

ตามสายลมพริ้วมาเหมือนดั่งจะพาใจมั่น

คงจะเป็นเสียงของเธอหรือนั่น

เหมือนเช่นคำขวัญ...หยาดมาชโลมใจชื่น

ในคำครวญเหมือนชวนให้เฝ้าใฝ่หา

สวาทซึ้งตรึงเสียวซ่ารักพาสุขล้ำกล้ำกลืน

จิตใจฉันตื่น...มองไปไหนอื่น...สุดพาฉ่ำชื้นชื่นจริง



เสียงครวญเรียกหา

ฟังคล้ายคำสัญญาหวานแก้วแผ่วมาเพลินยิ่ง

พอฟังไปเสียงก็กลายหายนิ่ง

ฉันต้องประวิง...หวั่นใจรักจริงหรือเล่น

เพียงยามเดียวรักเดียวต้องจากกันไป

เปลี่ยนเป็นหมองไหม้ทิ้งรอยให้หวนลำเค็ญ

โอ้...ความรักเช่น... ปรับมาให้เป็น...สิ่งที่ไม่เห็นแน่นอน



เสียงครวญเรียกหา

ยังน้อยคำเกินกว่ารักที่ใฝ่หาออดอ้อน

คงจะมีหวังครั้งใดมาก่อน

ถึงได้เร่าร้อน...กลับจรผันแปรไปสิ้น

เพียงคำคมลิ้นลมที่เอ่ยเชยขวัญ

กลับลืมหรือนั่น...นึกพลันก็หมองอาจินต์

อิ่มเพียงรสกลิ่น...ก็มาทิ้งถิ่น...ที่เคยชื่นชูคู่ใจ


thx : คุณ คนเพชร ณ wayoutmusic

สำหรับเพลงนะครับ !! ^o^





2005/May/16

พี่คอย... น้องคอย... ต่างคน ต่างคอย... ?

ว่าจะไม่อัพบล็อกแล้วน้าาาเนี่ย

แต่ก็มีเรื่องให้อัพจนได้ วันนี้ไปดู

เฉิ่ม มา หนังดีมาก ๆ เลยล่ะครับ

ซึ้งมาก ๆ เลย T^T เหมาะแก่การ

เข้าถึงตัวหนังมากกว่าดูเพียงผิวเผิน

เอาความรู้สึกที่เราคาดหวังหรือประ-

เมินไว้ ไม่ใช่หนังรักลม ๆ แล้ง ๆ หรือ

หนังดราม่ารันทดสุดชีวิต แต่เป็นหนัง

สะท้อนสังคมดี ๆ อีกเรื่องหนึ่งเลยล่ะ

ตัวหนังมีความละเมียดละไมมากมาย

สวย... ทั้งภาพและเนื้อเรื่อง ดีจริง ๆ

สมบัติเลือกที่จะจมดิ่งอยู่กับโลกอัน

สวยงามในความฝัน และโลกแห่ง

อดีตอันหวานชื่น หลบหลีกความทัน

สมัยต่าง ๆ หันหลังให้กับสภาพสังคม

ที่ติดจรวดจนคนเดินดินอย่างเค้าตาม

ไม่ทัน เค้ามีเวลาทั้งคืนในการดื่มด่ำ

กับรสหวานแห่งเพลงอมตะที่เค้าแสน

ชอบ เพื่อนยามดึกที่คลายความเหงา

ให้เค้าเสมอ จนวันนึงเค้าได้มาพบกับ

นวล ผู้ที่ใช้ชีวิตกลางคืนเหมือนกับเค้า

เพียงแต่เธอไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความ

งามอันแสนเหงายามรัตติกาลเหมือน

กับเค้า แต่... เธอก็เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมรู้สึก

ถึงความเหงาและโดดเดี่ยวนั้นเช่นกัน

แต่โชคชะตาก็เล่นกับเค้าทั้งสองคน

บททดสอบความดีงามของสมบัติเริ่ม

ต้นขึ้นอีกครั้ง แต่มันอาจจะรุนแรงเกิน

ไปสำหรับเค้าที่บอบช้ำมามากพอแล้ว

กับการโดนทำร้าย จนความดีในตัวเค้า

สั่นคลอนอีกครั้ง แต่มันอาจจะต่างจาก

ความเจ็บช้ำครั้งก่อน เพราะครั้งนี้มันไม่

ใช่แค่ความชั่ววูบ มันทำให้เค้าอ่อนแอ

เกินกว่าจะเป็น คนดี จนเค้าทำผิดอีกครั้ง

แต่... สุดท้ายแล้ว สมบัติก็ยังศรัทธาใน

การทำดี แม้จะเหนื่อยล้ากับโลกติดจรวด

ใบนี้สักเพียงใดก็ตาม... ครับ หม่ำแสดง

เก่งมาก ทำผมมองข้ามหน้าของเค้าที่

ทุกทีผมเห็นที่ไหนเป็นต้องฮาที่นั้นได้

แต่เค้าทำลายความรู้สึกนั้นได้ขาดลอย

รู้สึกว่าเค้าคือ... สมบัติ จริง ๆ ผมอินกับ

บทของสมบัติมาก ผมกลับมาคิดทบ-

ทวนอยู่หลายครั้งว่า ทำดีแล้วได้ดีจริง

หรือ ? แต่มันคงน่าเศร้าเกินไปถ้าสังคม

ไทยขาดคนดี ๆ แบบสมบัติ แต่เค้าก็ไม่

ใช่คนดีอย่างบริสุทธิ์... จะมีคนทำดีอยู่อีก

มั้ย ? หากเค้ายังโดนทำร้ายจากคนที่อยู่

ร่วมโลกเดียวกัน จะยังเข้มแข็งต่อไปได้

อีกมั้ย ? หาก... ทำดีไปแล้ว กลับไม่ได้ดี

ไม่ได้อะไรเลยอาจจะยังไม่เจ็บเท่ากับ

ได้สิ่งเลว ๆ ตอบกลับมา ผมว่าตัวหนัง

ดูเหมือนจะถ่ายเทความสำคัญไปทาง

สมบัติมากกว่านวล แต่หนังก็สื่อได้ดี

ในมุมมองของนวล ซึ่งเป็นผู้หญิงที่

เข้มแข็งมาก แม้จะเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ

นวลเป็นคนที่อยู่กับโลกปัจจุบัน

โลกแห่งความเป็นจริง ที่ถึงแม้จะ

โหดร้าย แต่เธอก็ยังมีความสุขกับ

มันได้พอสมควร ไม่เจ็บปวดมาก

จนเกินไป เพราะเธอยังมีภาระและ

มีอะไรให้คิดมากกว่านั้น ผมรู้สึกว่า

นวล เหมือนเป็นส่วนเติมเต็มของ

ชีวิตสมบัติ และสมบัติก็เป็นส่วนเติม

เต็มของชีวิตนวลด้วยเช่นกัน ผมชอบ

เพลงที่ร้องว่า "พี่คอย น้องคอย ต่างคน

ต่างคอย" มาก มันให้ความรู้สึกเหมือน

นวลกับสมบัติจริง ๆ เลย ผมรู้สึกว่าผม

สื่อกับตัวละครได้ อย่างน้อยผมก็เข้าใจ

อย่างลึกซึ้งถึงรสนิยมของสมบัติ และ...

การหลุดลอยไปในความฝันของเค้า...


ปองใจรัก : สุนทราภรณ์

thx : คุณหลวง ณ wayoutmusic

สำหรับเพลงนะครับ ^^


ปองใจรัก

สุนทราภรณ์

โอ้ความรักเอย สุดชื่นสุดเชย สุดจะเฉลยรำพัน

รักเจ้าเฝ้าแต่ฝัน ผูกพันรักพี่กระสันต์คอยหา

พี่คอยน้องคอย ต่างคนต่างคอย แต่บุญเราน้อยนักหนา

คอยเจ้าเจ้าไม่มาเจ้าหนีหน้าแก้วตาหนีพี่ไป

รักพี่สุดที่อาวรณ์รักจรจำไกล

อย่าเลยอย่าไป พี่หวงดวงใจ ขอให้พี่ได้เคียงครอง

พี่ปองน้องปองห้องหอ น้องจะไปรอ คู่คลอหอห้อง

พี่ปองน้องปอง ต่างคนต่างปอง แล้วพี่จะครองคู่เอย

2005/May/12

(แอบ) มิตติ้งบอร์ด lilyholic-th 1 st !!

เหะ ๆ มีมิตติ้งอีกแว้ว ^^' มีบ่อยจริง ๆ ช่วงนี้

สาเหตุก็ประมาณว่า ผมไปดู Be with you มาแล้ว

รอบนึงแล้วววอยากดูอีก ก็วันนึง (วันไหนหว่า...

อ่อออ !! วันจันทร์ที่ผ่านมา) คุยกับพี่ ๆ สาวกลิลี่

ใน msn อันประกอบไปด้วย พี่เบิร์ด (freebird)

พี่ก้อย (WhaT iT'S W๐l2tH) แล้วก็พี่ปู (yozenabe)

ทั้งสามคนยังไม่ได้ดู ก็อยากดูกัน เลยนัดกัน

ไปดูวันพุธที่ 11 ตัดหน้ามิตติ้งบอร์ดของจริง

กันไปก่อน ^^' นัดไปดูกันที่ลิโด้ รอบเที่ยง

ตอนแรกบอกว่า จะเอา แอปเปิ้ลเขียว เป็น

สัญลักษ์แทนตัวพวกเรา แต่แถวบ้านหาซื้อ

แอปเปิ้ลยาก เลยเอาเป็น...มีดคัตเตอร์แทน - -"

จิตมั่ก ก็พอดีวันนั้นนังจิ้นจะไปดู I am David

รอบเย็น ๆ กะพี่ปลา ก็เลยนัดมันไปกินพิซซ่า

ญี่ปุ่นกันตอนผมดูจบ นัดเสร็จก็คุยกับพี่ก้อย

ก็นัดกันว่าจะไปคืนหนังที่ร้านเฟมท่าพระจันทร์

ก่อน พี่ก้อยก็อธิบายเรื่องการเดินทางทางเรือ

ไม่ไปรถเมล์เพราะกลัวว่าวันแรกนาขวัญจะรถติด

พี่ก้อยอธิบาย (อย่างยากลำบาก) จนไอ้รี่ถ่องแท้

ก็ออกจากบ้านมา ขึ้นเรือไปถึงที่หมายใช้เวลา

ไม่ถึงชั่วโมง พอจะต่อรถไปท่าพระจันทร์ก็ลอง

โทรหาพี่ก้อย ไม่รับสายแฮะ ก็รอรถไป... จนกระทั่ง

ขึ้นรถจนถึงหน้าร้านลุง พี่ก้อยก็ยังไม่รับสาย -*-

เข้าไปในร้าน ลุงนั่งจัดซีดีอยู่ ไอ้รี่ก็เลื่อนใบมีด

ขึ้น-ลงไปเรื่อย ๆ เสียงดังลั่นร้านเลย (ก็พี่ก้อย

บอกให้ทำอะไรเป็นจุดเด่น -*-) ลุงแกก็มอง

แปลก ๆ ยืนดูไปซักพัก กลัวผิดวิสัย เลยควัก

แผ่นไปคืน ถามลุงว่าเปิดกี่โมง ได้ความว่า 9 โมง

แล้วยังไม่มีใครมาคืนแผ่นเลย ตอนนี้ 10 โมง 20

เลยเวลานัดมา 20 นาที... ไอ้รี่งุ่นง่าน เดินออกจาก

ร้านไป 7-11 ขณะที่ยังโทรหาพี่ก้อย (ที่ไม่รับสาย)

อย่างไม่สร่างซา แล้วก็เดินล่อนแถวนั้นจน 508 มา

ขึ้นรถไปสยาม ไม่รอแล้ว... นั่งไปประมาณ 5 นาที

พี่ก้อยรับสาย ได้ความว่าต้องรีบไปส่งงานแถว ๆ

ลาดพร้าว -*- ไม่เป็นไรครับ เข้าใจว่าพี่ไม่มี

เบอร์ผม T^T ปรากฏว่าไปถึงสยามก่อนใคร

ก่อนเวลานัด 1 ชั่วโมง... -*- เดินล่อนไปมา

พร้อมกับคัตเตอร์สีดำ จน 11 โมง 30 ใกล้ได้เวลา

ผมเลยไปยืนแถว ๆ ที่นั่งหน้าโรง 1 หันไปเจอ

เด็กม.ต้น 2 คนกับผู้ชายอีกคนมองมาทางเรา

ก็คงจะแปลกใจที่เห็นไอ้บ้าโรคจิตยืนเลื่อน

คัตเตอร์ครืดคราด -*- เพราะมีคนมองอย่างงี้หลาย

คนแล้ว - -" ผมนั่งลง เก๊ก... แล้วน้องม.ต้นก็เดินเข้า

มาถาม "มานัดดูหนังรึเปล่าคะ ?" อ๊ะ... อึ้ง นี่....

ไม่พี่ก้อยก็พี่ปูสินะ "เปล่า ไม่ได้มา" ผมก็ตอแหล

ไปเฉย ^^' เค้าก็ยังงง ๆ อยู่ ไป ๆ มา ๆ ผมเลย

เฉลย "ทำไมพี่ไม่ถือคัตเตอร์ !?"ฮา... พี่ปูนี่เอง

อีกสองคนเป็นเพื่อนพี่เค้า รอไปได้ซักพักก็เจอ

พี่เบิร์ดมา คนนี้ถือคัตเตอร์แอบ ๆ รายฟร้า...

แล้วก็ต่อด้วย... พี่ก้อย ก่อนหนังฉาย 5 นาที

-*- ซื้อตั๋วเสร็จก็เข้าไปดู อารมณ์ยังเหมือน

เดิมครับ แล้วผมก็กลั้นน้ำตาไว้ได้เหมือนเดิม

พี่ก้อยมีแอบร้องไห้นิด ๆหน่อย ๆแต่... คนที่

บอกว่าจะไม่ร้องน่ะสิ !!! สะอึกดังมากครับ !!

ไอ้ผมก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น แต่... พอใกล้จะจบเรื่อง

ก็ยิ่งดังขึ้นผมเลยหันไปบอกว่า... "พี่เบิร์ดร้องใหญ่

เลย !!55555+" ประจาญกันปาย... หลังจากที่

เสียน้ำตาร่ำไห้กันไปแล้ว ออกมาจากโรง โทรหา

นังจิ้น ปรากฏว่าอีเพื่อนทรยศมาไม่ได้ ผมเลยชวน

พี่ ๆ ไปกินพิซซ่าญี่ปุ่นกัน เอ่อ... ขอบอกว่าแก๊งค์นี้

ใจง่ายมาก ตกปากรับคำอย่างง่ายดาย ก็ไปกินกัน

เฮฮาปาร์ตี้ รั่วกันเมามันส์มากส์ พี่อีฟ (mine)

ไปตรวจสุขภาพที่จุฬา (นิสิตใหม่) เพิ่งนึกออก

และพี่ปูก็เพิ่งโทรไปตอนพี่อีฟอยู่ที่สีลมแล้ว - -"

เลยอดเจอพี่อีฟเลย !! >3< รั่วไปได้ 2 ชั่วโมง

กว่า ๆ ก็แยกย้าย... โฮ่ !! มันส์จริง ๆ ครับ

งานนี้ ท่านเวบน่าจะรีบจัดงานมิตติ้งของแท้

เร็ว ๆ นะเนี่ย (แต่ D-CINE ก็ไม่เอามาฉาย

ซักที - -") อยากมิตติ้งบอร์ดเร็ว ๆ จังเลย !!!

เอ่อ... จะบอกว่าหน้านี้อาจจะเป็นหน้า

สุดท้ายที่จะอัพในรอบ 1 ปีนี้นะ เพราะว่า

เปิดเทอมแล้ว แล้วก็จะเอนท์แล้ว

เวลาคงไม่พอจะมานั่งอัพบล็อก ก็...

อย่าเพิ่งลืมกันนะ !! อาจจะเข้าบอร์ดน้อยลง

ด้วยล่ะ ทั้งบอร์ด house , lily , wayout , อ.ไอ

ยังไงก็จะกลับมาเมื่อเอนท์เสร็จนะ !!!

จะคิดถึงทุก ๆ คนครับ !!! T^T



Zweet_Daddy
View full profile